Monday, February 23, 2009

โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR : ชีวิตแบบคนชั้นกลาง

ย้อนหลังไปสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก คือประมาณ 50 ปีมาแล้ว ผู้คนในสังคมไทยสำหรับผม ดูเหมือนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ คน "ร่ำรวย" ซึ่งสัญลักษณ์ที่เห็นชัดเจนก็คือ การที่พวกเขามี "ข้าทาสบริวาร หรือคนดูแลรับใช้" นอกเหนือไปจากบ้านและทรัพย์สินเงินทอง ที่แสดงถึงความมั่งคั่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันหรือไม่ไกลจากกัน
อีกกลุ่มหนึ่งคือ คน "ยากจน" ที่ต้องทำงานทุกอย่างเองหรือทำงานรับใช้ให้กับคนรวย ซึ่งพวกเขามักจะอาศัยอยู่ในบ้านที่ทรุดโทรม ชีวิตประจำวันของพวกเขาวนเวียนอยู่กับการทำงาน และไม่เคยท่องเที่ยวไปในที่ไกลๆ ไม่ต้องพูดถึงการไปต่างประเทศ แน่นอน ผมอยู่ในกลุ่มหลัง
การใช้ชีวิตแบบ คนรวย-คนจน ในสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมเองไม่ได้สังเกตมากนักจนกระทั่งผมได้ไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และกลับมาในราวปี 2529 หรือประมาณ กว่า 20 ปีมาแล้ว
ผมเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่เมืองไทยของผมเริ่ม คล้ายกับการใช้ชีวิตสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่อเมริกา ประเด็นที่เหมือนกันและรู้สึกได้มากที่สุดก็คือ ข้อหนึ่ง ผมมีรถและขับเอง ข้อสอง ผมต้องไปจ่ายตลาดในซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่ทุกสัปดาห์ แบบที่ผมทำอยู่ที่เมืองนอก การเข็นรถและรอจ่ายเงินที่ทางออกของซูเปอร์มาร์เก็ต
ทีแรกผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอะไรนัก จนได้อ่านเจอข่าวที่นายซัลแมน รัชดี นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษที่เขียนเรื่อง Satanic Verses ที่ถูกผู้นำทางศาสนาอิสลามของอิหร่านตัดสินว่าหมิ่นศาสนา และสั่ง "ประหาร" ทำให้เขาต้องหลบซ่อนตัว เขาให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกว่าไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก ยกเว้นแต่ว่าชีวิตประจำวันที่เขาต้องจ่ายตลาดในซูเปอร์มาร์เก็ตของเขานั้นขาดหายไป
หลังกลับจากอเมริกา ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าในสังคมไทยนั้น เรากำลังมีคนกลุ่มที่สามที่เรียกว่า "คนชั้นกลาง" คนกลุ่มนี้ที่รวมถึงตัวผมด้วยนั้น มีชีวิตที่ค่อนข้างเป็นอิสระ และไม่ได้มองหรือสนใจคนรวยหรือคนชั้นสูงอย่างที่เคยเป็น
ประการสำคัญก็คือ คนกลุ่มนี้มักมีการศึกษาที่ดีไม่แพ้คนชั้นสูง ในเรื่องของเงินทองหรือทรัพย์สินนั้น คนชั้นกลาง เริ่มมีงานที่สามารถทำเงินได้มากจนสามารถใช้จ่ายซื้อทรัพย์สิน หรือของใช้ที่จำเป็นแบบที่คนรวยเท่านั้น ที่สามารถซื้อได้ในสมัยก่อน
เพียงแต่ว่าบ้านหรือรถยนต์นั้นอาจจะไม่หรูหราเท่า พวกเขาเริ่มท่องเที่ยวไปในที่ไกลๆ และต่างประเทศ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มี "ข้าทาสบริวาร" หรือคนที่ทำงานให้มากมายอย่างคนรวย พวกเขามักทำทุกอย่างที่ทำได้เอง และใช้บริการที่ทำยากจาก "มืออาชีพ" เช่น การทำผม การซ่อมแซมเครื่องใช้ในบ้าน และการทำอาหาร
คนชั้นกลางที่ผมเห็นและที่ผมเป็นสมาชิกอยู่นั้น สามารถใช้สินค้าและบริการทุกอย่างได้เท่ากับคนชั้นสูงและมีทรัพย์สินที่จำเป็นเช่นบ้าน รถยนต์ เครื่องเสียง และอื่นๆ ที่ให้ความสุขกับชีวิต
สิ่งที่แตกต่างก็คือ เขาใช้มันได้ในราคาที่ต่ำกว่ามากเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นมาก คุณภาพของสิ่งที่เขาใช้อาจจะต่ำกว่าบ้าง แต่มักจะมีสมรรถภาพเกิน 90% เมื่อเทียบกับสิ่งที่คนชั้นสูงใช้ สิ่งที่แตกต่างจริงๆ บางทีก็คือยี่ห้อหรือภาพพจน์เท่านั้น
การใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางนั้น ถ้าจะเขียนคงเป็นหนังสือทั้งเล่มได้ แต่ผมจะลองไล่รายการเด่นๆ บางอย่างที่บ่งบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ หรือเป็นแนวทางที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่ทำกัน
คนชั้นกลางนั้น อาจจะดูได้จากการใช้รถยนต์ ถ้าเป็นรถของตัวเองพวกเขามักจะใช้รถยี่ห้อประเภท โตโยต้า หรือฮอนด้า บ้านของพวกเขามักจะไม่อยู่ในหมู่บ้านที่หรูหรา และเป็นบ้านขนาดเล็กที่มีห้องพอดีกับจำนวนสมาชิก
เสื้อผ้าที่สวมใส่ มักจะไม่ใช่จากยี่ห้อดังของต่างประเทศ และถ้าจะเป็นมักเป็นสินค้าเลียนแบบ นานๆ ครั้งพวกเขาก็ซื้อสินค้ามียี่ห้อจริงๆ แต่ในราคาลดแบบ "แกรนด์เซล" คนชั้นกลางจำนวนมาก ไม่ได้ท่องเที่ยวมากนัก คนที่ท่องเที่ยวบ่อย จะใช้บริการของโรงแรมระดับอย่างมากก็สามดาว
ถ้าต้องบิน จะใช้บริการที่นั่งแบบประหยัด งานอดิเรกของคนชั้นกลางที่ทำกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือการออกกำลัง เช่น การเต้นแอโรบิกและการตีกอล์ฟ ซึ่งถ้าจะทำ พวกเขาก็มักจะเลือกสโมสร หรือสนามที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก
สัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางบางอย่างที่น่าสนใจ น่าจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้ เรื่องแรกที่ผมคิดว่าชัดเจนมาก ก็คือ สิ่งที่ผมพูดไปแล้วนั่นคือ การเข็นรถจ่ายตลาดในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นประจำ การขับรถและรับโทรศัพท์เอง ทั้งที่เป็นผู้บริหารชั้นสูงในองค์กรขนาดใหญ่ อย่างที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำนั้น ผมคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า เขาใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลาง เช่นเดียวกัน คนที่กินอาหารจานด่วนอย่างเป็นเรื่องปกติ และชอบที่จะกินอาหารตามร้านอาหารที่ไม่หรูหรา แต่ราคาไม่แพงก็เป็นนิสัยของคนชั้นกลาง
ถ้าจะมองลึกๆ จริงๆ แล้ว หลักการสำคัญของคนชั้นกลาง ก็คือ การใช้ชีวิตที่ค่อนข้างจะ "เต็มที่" ในราคาที่ประหยัด พวกเขาชอบความสะดวกสบาย แต่ชอบทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าที่จะต้องพึ่งพิงคนอื่น พวกเขามักมีความคิดที่เป็นอิสรเสรี ไม่ชอบความเป็นเจ้าขุนมูลนาย ที่จะต้องมีบริวารพินอบพิเทา
การใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางนั้น แน่นอน อย่างน้อยคุณจะต้องมีรายได้ หรือความมั่งคั่งแบบคนชั้นกลาง การใช้ชีวิตแบบคนชั้นสูง อย่างน้อยคุณก็ต้องมีรายได้ หรือความมั่งคั่งแบบคนชั้นสูง
ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ การใช้ชีวิตนั้นเป็นเรื่องของความเคยชิน หรือเป็นเรื่องของความพึงพอใจของเราเองด้วย ดังนั้น ในโลกปัจจุบันที่คนชั้นกลาง มีโอกาสมากขึ้นในการทำมาหากิน ทำให้มีคนชั้นกลางจำนวนมากกลายเป็นคนร่ำรวยแบบคนชั้นสูง คนเหล่านี้ ถ้าเป็นอดีต พวกเขาก็มักจะปรับมาตรฐานการดำรงชีวิตให้เป็นแบบคนชั้นสูง
แต่ในปัจจุบันผมเห็นว่า มีคนรวยยุคใหม่จำนวนมากไม่ได้ปรับวิถีชีวิตจากแบบคนชั้นกลางเป็นคนชั้นสูง พวกเขามีความสุขที่จะอยู่แบบคนชั้นกลางต่อไป ดังนั้น บางทีเราอาจจะพบคนบางคนในหมู่คนที่ใช้ชีวิตธรรมดามากทั้งที่เขามีความมั่งคั่งมาก และคนทั่วไปก็ไม่รู้เนื่องจากไม่มีอะไรที่แสดงถึงความมั่งคั่งของเขา ในสหรัฐ มีการศึกษาและพบว่า มีคนแบบนี้จำนวนมาก ในเมืองไทยเอง ผมก็รู้จักคนแบบนี้หลายคน แต่คนกลุ่มหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นว่า เกือบทุกคนมักจะใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางไม่ว่าเขาจะมีความมั่งคั่งแค่ไหนก็คือ Value Investor พันธุ์แท้ ไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกาหรือในประเทศไทย
บางทีนี่อาจจะเป็นการ "เลือกทางธรรมชาติ" นั่นก็คือ คุณไม่มีทางเป็น Value Investor ที่ประสบความสำเร็จสูงมากได้ถ้าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลาง
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Thursday, February 19, 2009

ความพอเพียงแบบบัฟเฟตต์ โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานีโทรทัศน์ CNBC ได้สัมภาษณ์ วอเร็น บัฟเฟตต์ และต่อไปนี้คือบางส่วนของการใช้ชีวิตที่ผมอยากจะพูดว่า “พอเพียงอย่างน่าทึ่ง” ของเขา

ข้อแรกก็คือ บัฟเฟตต์เป็นคนที่ขยันหาเงิน เก็บออม และลงทุน มาตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ แต่ก็ยังบอกว่าเขาเริ่มลงทุนช้าเกินไป พอถึงอายุ 14 ขวบ เขาก็สามารถเก็บเงินจากการส่งหนังสือพิมพ์เพียงพอที่จะซื้อไร่ขนาดย่อม ๆ ได้

ข้อสอง ทุกวันนี้ ในฐานะของเศรษฐีที่ร่ำรวยเป็นอันดับสองของโลกด้วยความมั่งคั่งประมาณ 4- 5 หมื่นล้านเหรียญ เขาก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านขนาด 3 ห้องนอนหลังเดิมที่ซื้อไว้หลังจากแต่งงานเมื่อ 50 ปี ก่อน บ้านหลังนี้ไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม แต่เขาบอกว่ามันมีทุกอย่างที่เขาต้องการ

ข้อสาม เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นที่ติดอันดับต้น ๆ ของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา แต่เขาก็ยังขับรถไปไหนมาไหนด้วยตนเองโดยไม่มีคนขับรถหรือผู้คุ้มกันอย่างผู้บริหารสูงสุดของบริษัทยักษ์ใหญ่อื่น ๆ

ข้อสี่ สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความ “ฟุ่มเฟือย” ประการเดียวก็คือการที่เขาเคยซื้อเครื่องบินส่วนตัวเก่าลำหนึ่งซึ่ง ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนรักและหุ้นส่วนสำคัญเคยตั้งชื่อให้ว่า “เถียงไม่ออก ” (Indefensible) เพื่อใช้ในการเดินทางไปทำธุรกิจ แต่หลังจากที่เขาพบบริษัท Executive Jet ที่ให้บริการเครื่องบินส่วนตัวแบบแชร์เวลากันใช้ที่ใหญ่ที่สุด เขาก็ขายเครื่องบิน “เถียงไม่ออก” ทิ้ง และซื้อบริษัท Executive Jet และใช้บริการเดินทางโดยเครื่องบินของบริษัทนี้แทน

ข้อห้า ในการบริหารบริษัทในเครือ 63 แห่งของเบิร์กไชร์นั้น บัฟเฟตต์จะปล่อยให้ผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นดำเนินการอย่างอิสระ โดยเขาจะเขียนจดหมายถึงผู้บริหารเหล่านั้นเพียงปีละฉบับเดียวเพื่อให้เป้าหมายประจำปีที่จะต้องทำ เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับผู้บริหารเหล่านั้นเป็นประจำ กฎของบัฟเฟตต์ที่ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงสุดของเขามีเพียง 2 ข้อ นั่นคือ ข้อหนึ่ง อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย และข้อสองก็คือ อย่าลืมกฎข้อหนึ่ง

ข้อหก บัฟเฟตต์ไม่ได้คบค้ากับคนในวงการไฮโซ การพักผ่อนหย่อนใจของเขาเมื่อกลับบ้านก็คือ การทำข้าวโพดคั่วรับประทานและดูทีวี และที่สำคัญก็คือการเล่นไพ่บริดจ์ผ่านอินเตอร์เน็ต

ข้อเจ็ด บัฟเฟตต์ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือและไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน มีคนเคยถามว่าเขาคิดคำนวณหามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นหรือการลงทุนขนาดใหญ่ต่าง ๆ ได้อย่างไร เขาตอบว่า มันอยู่ใน “หัว” นั่นหมายความว่า การลงทุนสำหรับบัฟเฟตต์แล้ว จะต้องเป็นสิ่งที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนขนาดที่จะต้องคำนวณด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนเรื่องการไม่ใช้โทรศัพท์มือถือนั้น น่าจะเป็นการบอกว่าเรื่องของการลงทุนนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องรีบด่วน

ข้อแปด คำแนะนำสำหรับคนหนุ่มสาวของวอเร็น บัฟเฟตต์ ก็คือ จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง นี่เป็นสิ่งที่น่าทึ่งในแง่ที่ว่า เขาไม่ได้แนะนำให้คนหนุ่มสาวลงทุนในหุ้น บัฟเฟตต์คงเห็นว่า การลงทุนในตัวเอง เช่น การศึกษาหาความรู้และฝึกฝนทักษะ นั้น น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ในอีกด้านหนึ่ง การใช้จ่ายโดยอิงกับบัตรเครดิตนั้น น่าจะนำไปสู่การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและเป็นสิ่งที่ทำร้ายคนหนุ่มสาวมากที่สุด

สุดท้ายที่เป็นความน่าทึ่งก็คือ การพบกันเป็นครั้งแรกระหว่างบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน คือ บิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์เมื่อ 5 ปีก่อน ในครั้งนั้น บิล เกตส์คิดว่าบัฟเฟตต์กับตนนั้น ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยยกเว้นว่าจะรวยพอ ๆ กัน จึงกำหนดเวลานัดพบเพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อพบกันจริง ๆ พวกเขากลับคุยกันถึงสี่ชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับที่บัฟเฟตต์เองก็นับถือและยอมรับ บิล เกตส์ มาก และนั่นก็นำไปสู่การบริจาคเงินครั้งใหญ่ที่สุดในโลกจำนวน 31 พันล้านเหรียญของบัฟเฟตต์ให้แก่มูลนิธิของ บิล เกตส์ เมื่อปีที่แล้ว

และทั้งหมดนั้นก็คือชีวิตที่ “พอเพียงอย่างน่าทึ่ง” ของราชันย์นักลงทุนแห่งโอมาฮา วอเร็น อี. บัฟเฟตต์

บัฟเฟตต์พูด โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อไม่กี่วันมานี้ Sham Gad ซึ่งเป็นนักศึกษา MBA ที่กำลังจะจบของมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้มีโอกาสพาเพื่อนนักศึกษาเข้าพบและพูดคุยกับวอเร็น บัฟเฟตต์ และต่อไปนี้คือสาระบางส่วนของการตอบคำถามที่ถูกนำมาขึ้นใน BLOG ส่วนตัวของเขาที่เวป buffettspeak.blogspot.com

1. ถามว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงซื้อหุ้นเบิร์กไชร์ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอที่กำลังตกต่ำในปี 1962 บัฟเฟตต์ตอบว่า ราคาหุ้นในขณะนั้นอยู่ที่ 7 3/8 เหรียญ แต่บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียน 10 – 11 เหรียญต่อหุ้น ขณะเดียวกันถึงบริษัทจะขาดทุน แต่ก็ได้ทยอยปิดโรงงานจาก 12 โรงเหลือเพียง 2 โรงทำให้มีกระแสเงินสดออกมาใช้ได้มาก นี่เป็นกรณีของการลงทุนในบริษัทที่มีกิจการย่ำแย่แต่มีทรัพย์สินมากซึ่งถือเป็นการลงทุนแบบ “ก้นบุหรี่” ในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนของเขา ต่อมาบัฟเฟตต์ได้ซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และใช้มันเป็นบริษัท Holding ที่ถือหุ้นอื่น ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ที่หุ้นเบิร์กไชร์มีราคาหุ้นละหลายหมื่นเหรียญ และทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นคนที่รวยเป็นอันดับสองของโลก

2. กรณีการซื้อหุ้นของ See’s Candy ในปี 1972 เป็นกรณีของการซื้อธุรกิจที่มียี่ห้อที่แข็งแกร่งของ See’s ซึ่งขายลูกกวาดและช็อคโกแล็ต ซึ่งสามารถขึ้นราคาสินค้าได้บ่อย ๆ โดยลูกค้าไม่หันไปซื้อยี่ห้ออื่น บัฟเฟตต์บอกว่า เมื่อเขาจะลงทุน เขาจะถามคำถามข้อหนึ่ง นั่นคือ “คุณจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าได้” และนี่คือกรณีแรก ๆ ที่บัฟเฟตต์เริ่มเปลี่ยนแนวการลงทุนจากแบบก้นบุหรี่มาเป็นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่มียี่ห้อโดดเด่น กิจการมีคุณภาพดีมากในราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนก่อนหน้านั้น

3. เมื่อถูกถามว่า 50 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นอเมริกันมีหุ้นราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากมาย เขาคิดว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบก็คือ โอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ นั้น มาจากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ คนนั้น จะตกใจจนตัวสั่นด้วยความกลัวและตื่นเต้นด้วยความโลภ และสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขาจะมี IQ เท่าไร ตัวบัฟเฟตต์เองนั้น ร่ำรวยขึ้นได้โดยการมองหากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัท 50 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเพียงเรื่องของการฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์ มันเป็นเรื่องของคนที่มองหาโอกาสขณะที่คนอื่นกำลังตื่นตกใจจากความกลัวหรือตื่นเต้นจากความโลภ สรุปง่าย ๆ น่าจะเป็นว่า บัฟเฟตต์มองว่าโอกาสในการทำกำไรมากมายจากตลาดหุ้นยังมีอยู่เสมอถ้าเราสามารถแยกตัวเองออกมาจากอารมณ์ต่าง ๆ

4.เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ คำถามคือ บัฟเฟตต์สนใจสถานการณ์ของประเทศที่เขาจะลงทุนหรือไม่นอกจากเรื่องของบริษัทเอง คำตอบคือ เขาสนใจ และยกตัวอย่างเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เขากำลังดูหุ้นพลังงาน 2 ตัว คือ PetroChina ของจีนกับ Yucos ของรัสเซีย ซึ่งบัฟเฟตต์เลือก PetroChina เขาบอกว่าราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก ทั้งบริษัทมีมูลค่าตลาดเพียง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ คือประมาณ 1 ใน 4 ของหุ้น Exxon แต่มีกำไรเท่ากับ 80 % ของ Exxon แต่สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจซื้อก็คือเมื่อเขาอ่านรายงานประจำปีและพบว่าประธานของ PetroChina สัญญาว่าจะจ่ายปันผล 45% ของกำไรซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในธุรกิจนี้ เขาบอกว่า ถ้าเป็นในสหรัฐ บริษัทควรมีมูลค่าตลาดถึง 85 พันล้านเหรียญ ดังนั้น เขาเลือก PetroChina หลังจากนั้น ในเดือนกรกฎาคม ก็ปรากฏว่า เจ้าของ Yucos ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในรัสเซียก็ถูกประธานาธิบดีปูตินสั่งจับโทษฐานที่ไปคิดแข่งกับปูติน บัฟเฟตต์บอกต่อว่า PetroChina รักษาคำพูดโดยการจ่ายปันผล 45% โดยคิดละเอียดเป็นทศนิยมหลายตำแหน่ง ในขณะที่ในรัสเซียนั้น สถานการณ์การเมืองย่ำแย่มาก

5. บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกลยุทธ์การเลือกการลงทุนในกิจการว่า เขาจะแบ่งบริษัทออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจะมีถาดใส่เอกสาร 3 ใบ ใบแรกคือถาด In ซึ่งจะเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจ มีอนาคตที่สดใส ใบที่สองคือ Out หรือบริษัทที่ไม่ดี ไม่น่าสนใจลงทุน และถาดที่สามคือ Too hard ซึ่งแปลว่ายากเกินไปที่เขาจะเข้าใจ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้มีมากเสียจนเขาพูดเล่น ๆ ว่าต้องมีถังขยะใบใหญ่ ๆ เอาไว้ทิ้ง นั่นคือ เขาแนะนำว่า เราควรเลือกหุ้นลงทุนน้อยตัวมาก เช่นในชีวิตนี้ ควรคิดว่าเรามีโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัว ซึ่งจะทำให้เราระมัดระวังและศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะลงทุน

6. สุดท้าย คำถามที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ นอกจากความสามารถของผู้บริหารและเรื่องของการดูข้อมูลทางด้านการเงินแล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจได้เร็วมากในการลงทุน คำตอบก็คือ เขามีเครื่องกรองในการลงทุน 4 ข้อ

เครื่องกรองที่ 1 : เราสามารถเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนไหม มันจะเป็นอย่างไรในอีก10-20 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น Intel กับหมากฝรั่ง บัฟเฟตต์บอกว่าเขาจะลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เขารู้จักดี เช่น โค๊ก
เครื่องกรองที่ 2 : บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่ นั่นเป็นเหตุให้เขาไม่ซื้อกิจการที่เป็นแฟชั่นเช่นของเล่นเด็ก แต่จะซื้อน้ำอัดลมและหมากฝรั่งที่มียี่ห้อและมีความได้เปรียบที่คนอื่นแข่งไม่ได้เครื่องกรองที่ 3 : บริษัทมีฝ่ายจัดการที่เราสามารถไว้วางใจได้หรือไม่
เครื่องกรองที่ 4 : ราคาหุ้นสมเหตุผลไหมและนั่นก็คือความคิดเห็นบางส่วนที่บัฟเฟตต์พูดกับนักศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นครั้งคราว และเป็นกลยุทธ์ที่ออกจากปากบัฟเฟตต์เอง ดังนั้น มันจึงเป็นของแท้

Monday, February 16, 2009

โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR : เกษียณก่อนกำหนด

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor หนุ่มสาวผู้มุ่งมั่นจำนวนไม่น้อยมักคิดถึงเรื่องการ "เกษียณก่อนกำหนด" บางคนบอกว่าอยากเลิกทำงานประจำตั้งแต่อายุ 40-50 ปี โดยที่พวกเขามักวางแผนและกำหนดเป้าหมายว่า จะมีเงินเพียงพอที่จะใช้ไปได้ตลอดชีวิต โดยไม่ต้องทำงาน หรือเรียกว่ามี "อิสรภาพทางการเงิน" ได้ในวันที่เกษียณ

หลังจากนั้น เขาก็จะลงทุนเพียงอย่างเดียว โดยใช้ชีวิตและเวลาที่เหลือทำในสิ่งที่เขาชอบ และเป็นประโยชน์ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดและเป็นสิ่งที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจว่า คนตั้งนั้นได้กำหนดเป้าอย่างสมจริงและมีเหตุผลดีพอหรือไม่

บางทีเขาอาจจะไม่รู้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้ในอนาคต อาจจะมากกว่าปัจจุบันที่เขายังเป็นหนุ่มโสดที่ไม่มีภาระต้องรับผิดชอบคนอื่นนอกจากตนเอง บางทีเขาอาจจะตั้งเป้าผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวต่อปีโดยเฉลี่ยสูงกว่าที่เขาจะทำได้จริงๆ เช่น ตั้งไว้ถึงปีละ 15% ซึ่งเป็นสถิติระดับโลก เป็นต้น
ในฐานะของคนที่ผ่านชีวิตการ "เกษียณก่อนกำหนด" มาแล้ว ผมคิดว่าการตั้งเป้าหมาย "เกษียณก่อนกำหนด" อาจจะไม่มีความจำเป็นเลย ว่าที่จริงผมเองไม่เคยตั้งเป้าเกษียณก่อนกำหนดด้วยซ้ำ ผมคิดว่าชีวิตคนนั้นไม่มีวันเกษียณ วันที่เกษียณ ก็คือวันที่เราตาย

ดังนั้น ผมจึงคิดแต่ว่า เราจะทำงานไปเรื่อยๆ ถ้างานนั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับแรงงาน และเวลาที่เราเสียไป รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการทำงานนั้นด้วย การที่คิดว่าตนเองมีเงิน "พอ" นั้น เราอาจจะลืมเผื่อความปลอดภัย หรือ Margin of Safety ไว้

ลองนึกดูว่า ถ้าเรามีเงินที่อยู่ในหุ้น 20 ล้านบาทแล้ว เราคิดว่าเราสามารถเลิกทำงานประจำได้ เราลาออกจากงาน แต่แล้วตลาดเกิดวิกฤติราคาหุ้นของเราตกลงมาเหลือเพียง 10 ล้าน อิสรภาพทางการเงินของเราอาจจะหายไป ดังนั้น การทำงานประจำต่อไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นการเพิ่ม Margin of Safety และทำให้เรามีเงินมากขึ้น รวยขึ้น และมีความสุขเพิ่มขึ้น

การที่จะ "เกษียณ" เมื่อไร ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณากันในช่วงเวลานั้น การตั้งเป้าล่วงหน้าไปไกลๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะถ้ามันจะทำให้เรากำหนดเป้าหมาย หรือกลยุทธ์ที่บีบรัดตัวเองมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เราต้อง "เสียสละ" ความสุขมากเกินไป เพื่อที่จะไปถึง "เป้าหมาย" ที่เราคิดว่ามีความหมายมากในวันนี้ แต่อาจจะไม่มีความหมายเมื่อเราไปถึง

ผมคิดว่า "ชีวิตคือการเดินทาง" เราต้องพยายามมีความสุขกับมันตลอดเส้นทาง เป้าหมายของชีวิตที่เราพูดถึง แท้ที่จริงมันคือหลักไมล์ต่างๆ ที่เราวางแผนจะเดินผ่าน การมี "อิสรภาพทางการเงิน" นั้น เป็นหลักไมล์ที่สำคัญ เพราะมันเป็นจุดที่ทำให้เราสามารถเลือกที่จะทำสิ่งที่เราชอบและมีความสุขได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่า เราจะต้องเกษียณจากงานประจำถ้างานประจำนั้น ยังให้ผลตอบแทนต่างๆ คุ้มค่าและเรา "เลือก" ที่จะทำต่อไป
ในความเห็นของผมนั้น แผนของชีวิตที่เราควรมีและกำหนดให้ชัดเจนก็คือ แน่นอน เราควรมีเงินเท่าไรในแต่ละช่วงชีวิต เช่น เมื่ออายุ 40 ปี 50 ปี 60 ปี และในวันที่เราตายที่ 80 ปี เป็นต้น

สิ่งที่ต้องนำมาคิดคำนวณ ก็คือ รายได้จากการทำงานที่ควรจะต้องเพิ่มขึ้น ผมคิดว่า ควรตั้งไว้ว่าเงินรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 5-7% รายจ่ายนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เรื่องของครอบครัว จะต้องคำนึงถึงเรื่องการเลี้ยงดูและให้การศึกษากับลูกๆ และการดูแลพ่อแม่ถ้ามี ในกรณีนี้ คนที่ยังเป็นโสด อาจจะคาดการณ์ได้ยากกว่า เพราะยังไม่มีสถิติ และข้อมูลในอดีต และปัจจุบันที่จะบอกว่าต้องใช้เงินเท่าไร รายจ่ายอีกอย่างหนึ่งที่อาจจะต้องตั้งไว้ ก็คือ รายจ่ายสำหรับรายการใหญ่ๆ เช่น การซื้อบ้านเป็นของตนเองถ้ายังไม่มี การเดินทางท่องเที่ยวไกลๆ หรือต่างประเทศ เช่น บางคนอาจตั้งว่าจะเดินทางเฉลี่ยปีละครั้งหรือสองปีครั้ง เป็นต้น

แผนการเงินที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การออมและการลงทุน นี่อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการที่เราจะสามารถมีอิสรภาพทางการเงินก่อนอายุ 60 ปี ควรจะกำหนดเป็นเป้าหมายว่า เราจะออมโดยเฉลี่ยเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ผมคิดว่าอย่างน้อย 10% นี่คงต้องคำนึงถึงรายจ่ายของแต่ละคน ที่มีภาระไม่เท่ากัน
คนที่มีบ้านอยู่แล้ว ส่วนใหญ่น่าจะสามารถเก็บออมได้ดีกว่าคนที่ไม่มีบ้านและต้องผ่อนส่งอยู่ จะเก็บออมกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ควรคำนึงถึงว่าเงินที่เหลืออยู่นั้น ไม่ทำให้ชีวิตของเราขัดสน จนหาความสุขไม่ได้

การลงทุนเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าการออม ไม่ควรตั้งเป้าผลตอบแทนเกิน 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยยกเว้นว่าคุณจะเป็นนักลงทุนที่มีฝีมือสูง ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าในระยะยาว หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความสะดวกในการทยอยลงทุนได้ดีกว่าหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอย่างอื่น
ดังนั้น ควรตั้งเป้าว่าเงินออมของเรา อย่างน้อยจะต้องลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 50% โดยเฉลี่ย นั่นจะเป็นเครื่องมือในการคุมให้ตนเองอยู่กับหุ้นได้ในยามที่ตลาดหุ้น "ไม่ดี" ซึ่งมักจะเป็นโอกาสดีของการลงทุนในหุ้น

จากแผนทั้งหมดที่กล่าวถึง เราอาจกำหนดหลักไมล์คร่าวๆ ได้ว่าเราจะมี "อิสรภาพทางการเงิน" เมื่อเรามีอายุเท่าไร แผนที่ดีนั้น เราควรคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณปีละ 3% ไว้ด้วย ซึ่งจะทำให้เงิน 20 ล้านบาทในวันนี้ อาจจะไม่พอในวันที่เราจะมีอิสรภาพทางการเงินในอีก 20 ปีข้างหน้า เป็นไปได้ว่าเราอาจจะไม่มีอิสรภาพทางการเงินได้จริงๆ ก่อนอายุ 60 ปี ซึ่งทำให้เราไม่สามารถเกษียณก่อนกำหนดได้ตามที่หวังไว้

อย่าเสียใจ หรือท้อถอย ชีวิตคือ "การเดินทาง" เงินคือปัจจัยอย่างหนึ่ง ที่ทำให้การเดินทางง่าย สะดวก และน่ารื่นรมย์ แต่มันไม่จำเป็นต้องมากจนเหลือเฟือ คนรวยจำนวนมากกลับทุกข์มากกว่าคนชั้นกลาง เช่นเดียวกัน คนเกษียณก่อนกำหนด ก็ไม่ได้มีความสุขกันทุกคน หลายคนที่ผมรู้จักบ่นว่า เขาไม่รู้จะทำอะไรหลังจากกลับจากการท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลก หลังจากการเกษียณก่อนกำหนด

ข้อแนะนำสุดท้ายของผมสำหรับคนที่มองถึงการเกษียณก่อนกำหนด ก็คือ เราต้องมั่นใจว่ามีสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ทำแล้วมีความสุขจริงในระยะยาว ผมเตือนเรื่องนี้ เพราะมักได้ยินคนบางคนพูดถึงเรื่องการสอนหนังสือหลังจากการเกษียณก่อนกำหนด

เหตุผลก็คือ การบรรยายหรือการสอนหนังสือเล็กๆ น้อยๆ นั้น ส่วนใหญ่เราจะรู้สึกดีมีความสุข แต่การสอนนักเรียนที่ต้องมาฟังเราทุกสัปดาห์เพื่อให้สอบได้นั้น บางทีเราอาจจะไม่รู้สึกสนุกหรืออยากทำก็ได้

Sunday, February 15, 2009

Money Pro : แผนการเงินสำหรับคนโสด

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ wiwan.th@kasikornresearch.com
มีแฟนคอลัมน์เขียนมาขอให้แนะนำการลงทุนของคนโสดบ้าง ดิฉันจึงนำมาลงให้ตามสัญญาค่ะ
แผนการเงินของคนโสดไม่แตกต่างกับแผนการเงินของผู้ที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร เพราะสามารถตัดเรื่องการวางแผนเพื่อการศึกษาของบุตรไปได้ คงเหลือเฉพาะการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุงาน เพราะต้องดูแลตัวเอง และอาจจะต้องวางแผนเพื่อเลี้ยงดูบุพการีด้วย

คนโสดในวัยสามสิบเศษ หากไม่คิดว่าจะมีครอบครัวก็สามารถวางแผนซื้อบ้านได้ ในภายหลังหากมีครอบครัวก็ไม่ต้องหาซื้ออีก แค่ถ้าหากไม่มีครอบครัวและมาเริ่มซื้อตอนอายุ 40 หรือ 45 ปี อาจจะช้าไปหน่อยค่ะ ผ่อนไม่ไหว ประมาณเอาว่าเริ่มวางแผนซื้อบ้านตั้งแต่อายุ 35 ปี ก็น่าจะดีค่ะ

นอกจากนั้น ยังต้องวางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพด้วย ทำร่างกายให้แข็งแรง และเลือกดูแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสม ในกรณีที่ที่ทำงานไม่ได้ครอบคลุมการประกันสุขภาพให้ เพราะข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งของคนโสดคือ เวลาเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้ จะไม่มีรายได้จากคู่สมรสมาช่วย ทุกอย่างจึงต้องอาศัยตนเองทั้งสิ้น นอกเสียจากว่าท่านจะมีญาติพี่น้องคอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับคนโสดค่ะ เพราะทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิตของท่านก็คือตัวของท่าน และถ้าท่านไม่อยากให้ตัวท่านเองเป็นภาระของตัวเองในยามชราภาพ ท่านต้องดูแลสุขภาพให้ดีเลิศ สุขภาพจิตก็สำคัญค่ะ เนื่องจากท่านไม่มีลูกให้ดุ ไม่มีคู่สมรสให้ต่อว่า ท่านอาจจะสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว ต้องมีการระบายความเครียด อาจจะด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการทำสมาธิ ด้วยการศึกษาศาสนา อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ

การวางแผนประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ควรจะทำค่ะ และสำคัญกว่าแผนประกันชีวิต โดยเฉพาะท่านที่ทำงานอิสระหรือหน่วยงานที่สังกัดไม่ได้ให้การดูแลในเรื่องสุขภาพ แต่สำหรับท่านที่ต้องเลี้ยงดูบุพการี ท่านควรจะต้องวางแผนประกันชีวิต เช่นเดียวกับผู้มีครอบครัวและต้องเลี้ยงดูคู่สมรสและบุตรค่ะ

ตารางด้านล่างแสดงถึงประโยชน์จากการวางแผนการเงินสำหรับช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต หากท่านเป็นคนโสด ท่านก็วางแผนแบบคู่สมรสใหม่กับแบบวัยก่อนเกษียณ คือ เมื่อยังอายุน้อยก็เน้นการวางแผนการใช้จ่าย และแผนการลงทุน พออายุเพิ่มขึ้นก็เน้นการวางแผนเกษียณเพิ่มเติม ถ้าท่านมีภาระเลี้ยงดูผู้อื่น ท่านก็ต้องวางแผนประกันภัย (ประกันชีวิต) เพิ่ม

สำหรับแผนการลงทุนนั้น เป็นแผนที่ได้ใช้ตลอดช่วงอายุค่ะ จึงมีความสำคัญ และเป็นส่วนที่ยากและท้าทายความสามารถมากที่สุด ในส่วนนี้ขอแนะนำให้ปรึกษากับผู้รู้ เพราะหากวางแผนลงทุนไม่ดี เงินที่เก็บมาทั้งชีวิต อาจลดลงไปทำให้ไม่สามารถเกษียณอายุงานได้เร็วขึ้นตามที่เคยวางแผนเอาไว้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลงทุนมีความผันผวนมาก ท่านต้องวางแผนและลงมือปฏิบัติด้วยความระมัดระวังค่ะ

การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ไม่ยากใช่ไหมคะ ท่านจะเห็นว่าความสำคัญของการวางแผนการเงินในแต่ละช่วงชีวิต จะเน้นประเภทของแผนที่แตกต่างกัน ตอนยังไม่มีเงินออมก็ต้องออมเงินก่อน เมื่อมีเงินพอสมควรก็ต้องลงทุน เมื่อมีทรัพย์สินมากพอสมควรก็ต้องทำประกันภัย เพื่อคุ้มครองชีวิตและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สิน และเมื่อมีโอกาส ต้องวางแผนเพื่อการเกษียณอายุงานที่สุขสบาย ทั้งนี้และทั้งนั้น ในทุกช่วงอายุต้องดูแลสุขภาพให้ดีค่ะ

กล่าวกันอยู่เสมอว่า แผนการเงินของแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน นอกจากจะแตกต่างกันตามช่วงเวลาของชีวิตแล้ว ยังแตกต่างกันเพราะรสนิยม ความชอบ ค่านิยมในการใช้ชีวิต ความประทับใจ และความเชื่อส่วนบุคคล ความผูกพันและผลกระทบต่อจิตใจ วัฒนธรรมของแต่ละสังคม ฯลฯ ดังนั้นเวลาวางแผนการเงิน ผู้รับการวางแผนควรจะต้องบอกให้ผู้วางแผนทราบ เพื่อที่ผู้วางแผนจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ประกอบด้วย
ในการวางแผนการเงิน เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด การบรรลุเป้าหมายในชีวิตต่างหากที่สำคัญกว่า แต่เนื่องจากสังคมเราเป็นสังคมที่ใช้เงินตราเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เราจึงต้องวางแผนโดยใช้เงินและตัวเลขเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผน ในบางกรณีท่านอาจจะสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่น บางท่านอาจจะมีเป้าหมายชีวิตที่จะแสวงหาธรรมะ ท่านก็อาจจะบวชเป็นพระหรือชี หรือนักบวชในศาสนาของท่าน หรือในบางกรณีท่านก็สามารถวางแผนการปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารของท่านได้เอง ท่านก็สามารถลดจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในการดำรงชีพได้ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น หากท่านคำนวณเงินออมเพื่อการเกษียณแล้วอย่างไรก็ไม่สามารถเก็บให้ครบได้ ท่านอาจจะเริ่มมองหาที่ว่างข้างบ้านเพื่อเพาะปลูกผักและพืชสวนครัว หรือเริ่มปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้าน แทนที่จะออกไปรับประทานนอกบ้านทุกวัน
ขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนสามารถวางแผนชีวิต วางแผนการเงิน ได้อย่างดี หรือได้ทำตามความฝันของท่านอย่างราบรื่น และขอให้ท่านมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายตามควรแก่อัตภาพค่ะ

Monday, February 9, 2009

'วอร์เรน บัฟเฟตต์' สบายดีอยู่หรือ!

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ลองมาดูว่าเขามีความเห็นอย่า
ถาม: วิกฤติทางการเงินที่เกิดขึ้นทำให้คุณเปลี่ยนวิธีการลงทุนหรือไม่บัฟเฟตต์: มันไม่ได้เปลี่ยนแนวทางการลงทุนของผมเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเรียนรู้การลงทุนจากหนังสือของเบน เกรแฮมตั้งแต่ปี 1949 และไม่เคยเปลี่ยนแนวทางเลยนับจากนั้นมา
ถาม: วิกฤติที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย มีผลกระทบต่อปรัชญาการลงทุนของคุณหรือไม่บัฟเฟตต์: ไม่เลย เหมือนผมต้องการซื้อฟาร์ม ผมคงไม่เปลี่ยนแนวทางในการซื้อฟาร์มของผม เช่นเดียวกับการซื้อบ้านหรือซื้อธุรกิจ หุ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ถ้าผมต้องการซื้อหุ้นในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งในเมืองนี้ ผมคงใช้แนวทางที่เคยใช้เมื่อสองปีที่แล้วและก็เป็นแนวทางที่จะใช้ในอีกสองปีข้างหน้า ผมจะดูว่าผมจะได้อะไรจากเงินที่ลงทุนไป ผู้บริหารเป็นอย่างไร บริษัทนั้นมีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่และฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร ถ้าพูดถึง "ตลาดหุ้น" ขอให้คุณลืมมันไปได้เลย สำหรับหุ้นทุกตัวที่ผมมีผมว่าผมคงถือต่อไปอย่างมีความสุข ถึงแม้ตลาดหุ้นจะปิดไปสักห้าปีนับจากวันนี้ พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ผมซื้อธุรกิจ ผมไม่ได้ซื้อหุ้น ผมซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจเหมือนผมซื้อฟาร์ม และมันไม่เคยเปลี่ยน พวกข่าวร้ายต่างๆ ในโลกนี้ไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถซื้อของได้ถูกกว่าวันนี้ มันอาจถูกลง คำถาม ก็คือตอนซื้อนั้นมันคุ้มค่าเงินที่ลงทุนแล้วหรือยัง
ถาม: อะไรเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดในการลงทุนของคุณบัฟเฟตต์: บทเรียนที่สำคัญที่สุดในการลงทุนก็คือการมองหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ไม่ใช่สิ่งที่มีราคาขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่สิ่งที่มีคนแนะนำให้ซื้อ หรือพูดกันถึงเรื่องกำไรที่จะเพิ่มขึ้นในไตรมาสหน้า แต่เป็นการมองให้เห็นถึงธุรกิจ ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะประเมินธุรกิจนั้นๆ อย่างไร คุณก็ไม่ควรจะซื้อหุ้นบริษัทนั้น แต่ถ้าคุณรู้ว่าจะประเมินธุรกิจนั้นอย่างไรและซื้อมันได้ในราคาถูก คุณก็ไม่ต้องไปกังวลกับมันว่าจะเป็นอย่างไรในอาทิตย์หน้า เดือนหน้าหรือปีหน้า
ถาม: คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้นถูกต้องบัฟเฟตต์: ผมว่าไม่มีปัญหาถ้าพูดถึงอนาคตข้างหน้าของเศรษฐกิจในระยะยาว ในระยะสั้นผมคงมองว่ายังไม่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ตลาดหุ้น ตอนนี้ผมเริ่มซื้อหุ้นแล้ว ถ้าคุณบอกผมว่าเศรษฐกิจจะไม่ดีในอีก 12 เดือนข้างหน้า แต่ถ้าผมพบสิ่งที่น่าสนใจวันนี้ผมก็จะซื้อมันทันที ผมคงไม่รอและคาดหวังว่าจะซื้อมันได้ถูกลงในอีกหกเดือนข้างหน้า เพราะไม่มีใครรู้ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงต่ำสุดหรือยัง..ไม่มีใครรู้ สิ่งที่คุณต้องรู้ก็คือคุณได้อะไรคุ้มค่าต่อเงินลงทุนของคุณหรือเปล่า

วิธีการเปรียบเทียบราคามาตรฐาน NGV กับราคาตลาดโลก

เอ็นจีวี:อยู่ดีไม่ว่าดี(3) วีระ ธีรภัทร
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผมอยากเรียนตามตรงว่า ค่อนข้างเห็นใจผู้เกี่ยวข้องทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการกับการตัดสินใจปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติอัด (ซีเอ็นจี) ที่เราเรียกขานกันติดปากว่าเอ็นจีวีครั้งนี้
ราคาเอ็นจีวีกิโลกรัมละ 8.50 บาท ที่กำลังจะปรับขึ้นเป็น 11 บาทนั้น ผมเข้าใจว่านอกจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้บริโภคเป็นคนจ่าย และรวมอยู่ในราคาขายปลีกไปเรียบร้อยแล้วนั้น
ไม่มีสิ่งที่แปลกปลอมที่เรียกว่า ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ภาษีเทศบาล เงินสมทบกองทุนน้ำมัน เงินสมทบกองทุนอนุรักษ์พลังงาน แฝงเร้นเป็นค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคเหมือนน้ำมันเบนซินและดีเซล
ราคาเอ็นจีวีที่ขายในปัจจุบันจึงเป็นแค่ผลรวมของ ค่าเนื้อก๊าซธรรมชาติ+ต้นทุนค่าสถานีบริการ+ค่าการตลาด+ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นสำคัญ
ประเด็นปัญหาของการกำหนดราคาขายเอ็นจีวีที่แตกต่างจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปและราคาก๊าซหุงต้มยังอยู่ตรงที่ว่า ไม่มีราคาอ้างอิง ให้ใช้ในการคำนวณราคาที่ต้องปรับขึ้นลงครับ
อันนี้เป็นเหตุแห่งปัญหาที่ภาครัฐจะต้องคิดอ่านแก้ไข ถ้าอยากให้เรื่องการกำหนดราคาเอ็นจีวีเรียบร้อยในอนาคต
ในปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเบนซิน-ดีเซล เราใช้ราคาตลาดโลกที่สิงคโปร์เป็นตัวอ้างอิง ในขณะที่ราคาก๊าซหุงต้มเราใช้ราคาของปิโตรมีนที่ซาอุดีอาระเบียเป็นตัวอ้างอิง ก่อนจะบวกรายการภาษีต่างๆ เงินสมทบกองทุนน้ำมันและค่าการตลาด
แต่ขอโทษเอ็นจีวีไม่มีราคาอ้างอิงที่เป็นทางการครับ
เราใช้มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นแนวทางครับ กำหนดให้ราคาขายประกอบด้วย ต้นทุนก๊าซธรรมชาติ+ค่าการตลาด ผลจึงออกมาว่าให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำหนดราคาขายปลีกในช่วงปี 2550-2551 กิโลกรัมละ 8.50 บาท และให้ปรับราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเป็น ไม่เกิน 12 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2552 และเป็น ไม่เกิน 13 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2553
ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไปให้ขายตามต้นทุนจริง???
เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติครั้งที่ 7/2550 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 ก็ต้องบอกว่าการดำเนินการของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการขอปรับราคาเอ็นจีวีที่กำลังดำเนินอยู่นี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ
ข้อมูลที่ควรทราบต่อไป ก็คือ ทางบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำข้อมูลภายในและมีการระบุว่าต้นทุนเนื้อก๊าซธรรมชาติในปัจจุบันตามโครงสร้างการกำหนดราคาคร่าวๆ ที่ผมแจงไปก่อนหน้านี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 8.15 บาท
ถ้าหากเป็นจริงตามนั้นการจำหน่ายเอ็นจีวีที่หน้าสถานีบริการในราคากิโลกรัมละ 8.50 บาท ต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะเมื่อบวกค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการ โดยไม่ยังรวมเงินลงทุนสถานีบริการเข้าไปและหักส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งให้รัฐออกไป
ขายราคานี้ยังไงๆ ปตท.ก็ต้องขาดทุนแน่นอน ไม่ว่าจะขายน้อยหรือขายมาก
แต่ด้วยเหตุที่ผมบอกว่าราคาก๊าซธรรมชาติที่ยกขึ้นมาลอยๆ ว่า เป็นต้นทุนเนื้อก๊าซกิโลกรัมละ 8.15 นั้นไม่มีที่มาที่ไปหรือราคาอ้างอิงให้เทียบเคียง
ผมก็เลยไปลองค้นหาข้อมูลราคาก๊าซธรรมชาติจากที่อื่นๆ พอได้ความว่า ราคาเอ็นจี (NG-Natural Gas) ในตลาดไนเม็กซ์ที่นิวยอร์ก หรือรู้จักกันในชื่อว่าเฮนรี่ฮับ (Henry-Hub) ซึ่งใช้อ้างอิงกันแพร่หลายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันนั้น มีราคาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 7.25-13.50 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านบีทียูในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ และลดลงมาถึงจุดต่ำสุดประมาณ 5.50 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านบีทียู ในขณะที่ราคาล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 5.70 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านบีทียู
ถ้าหากแปลงค่ากันง่ายๆ ว่า ค่าความร้อน 1 ล้านบีทียูคิดเป็นน้ำหนักเนื้อก๊าซได้ประมาณ 30 กิโลกรัม นั่นก็หมายความว่า ราคาเอ็นจีวีในตลาดโลกซึ่งพอจะใช้อ้างอิงได้ น่าจะตกประมาณตันละ 190 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6,750 บาท หรือเท่ากับกิโลกรัมละ 6.75 บาทครับ
พอเห็นอะไรรางๆ มั้ยครับ
ทั้งหมดที่ผมพยายามไล่เรียงมาตามลำดับนั้น บอกอะไรครับ บอกให้รู้ว่าเรามีปัญหาเรื่องต้นทุนที่สูงกว่าตลาดโลก คำอธิบายว่าทำไมจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายในเรื่องนี้จึงสำคัญมาก
ต้นทุนแพงก็ขายแพงได้ ไม่ว่ากัน แต่ต้นทุนถูกขายแพงไป แบบนี้ไม่ถูกต้อง